เดือนเมษายนนี้ ก็ถือได้ว่าเป็นเดือนที่ร้อนที่สุด ซึ่งถ้าจะให้พูดถึง อาหารที่เหมาะกับช่วงนี้ ก็คงไม่พ้น ‘ข้าวแช่ ‘ แน่ๆ วันนี้เลยได้มีโอกาสมาลิ้มลอง ข้าวแช่ ในแบบฉบับของห้องอาหาร เบญจรงค์ โรงแรมดุสิตธานี ซึ่งเดินทางมาได้ง่ายมากๆ คือ สามารถมาได้ทั้ง รถไฟฟ้าบีทีเอส และ รถไฟฟ้าเอ็มอาร์ที ที่ สถานีรถไฟฟ้าบีทีเอสศาลาแดง และ สถานีรถไฟฟ้าเอ็มอาร์ทีสีลม
ร้านจะเปิดบริการ ช่วงมื้อกลางวัน เวลา 11.30 น. – 14.30 น. วันจันทร์ ถึง วันศุกร์ และ มื้อเย็น เวลา 18.00 น. – 22.00 น. ทุกวัน แต่สำหรับข้าวแช่ จะมีเสิร์ฟแค่เฉพาะ มื้อกลางวัน เท่านั้น
เดินเข้ามาก็พบกับจิตรกรรมฝาผนัง และ รูปปั้นต่างๆ
เราเข้ามาภายในห้องอาหารกัน ห้องอาหารถูกตกแต่งให้มีความรู้สึกที่หรูหรา มีความโมเดิร์นเล็กๆ แต่ยังคงความเป็นไทย ด้วยลวดลายบนเสา ลวดลายแกะสลักของไม้ หรือ ของตกแต่งต่างๆภายใน
มีมุมที่เป็นโซฟาด้วย
พอมาถึงที่โต๊ะซักครู่ เขาก็มาเสิร์ฟของว่าง ซึ่งเป็น ป๊อบคอร์นรสพริกแกง
เครื่องดื่มคลายร้อน สดชื่นอย่าง butterfly vergin mojito tobachala
ชุดข้าวแช่ ของเรา มาแล้ว ราคาเพียงชุดละ 348 THB++ เท่านั้น
ซึ่งในชุด จะประกอบด้วยเครื่องเคียงทั้งหมด 6 อย่างด้วยกัน ได้แก่ ลูกกะปิ หอมแดงสอดไส้ หมูฝอยหวาน หัวไชโป้วผัดหวาน ปลาแก้ว และ พริกหยวกสอดไส้ นั่นเอง
ส่วนสำคัญของข้าวแช่
นอกจากเครื่องเคียง ก็ต้องเป็น ข้าว และ น้ำลอยดอกไม้อบควันเทียน ซึ่งข้าวที่ใช้ จะเป็นข้าวเสาไห้ นำไปหุง จากนั้นนำไปนึ่งต่อ แล้วล้างจนหมดยาง และ นำไปอบควันเทียน ซึ่งพอได้ชิม ตัวข้าวของเขา จะมีความแข็งกำลังดี มีความนุ่มเล็กน้อย ไม่นุ่มจนเกินไป
ส่วนน้ำลอยดอกไม้
ของเขา จะลอยด้วย ดอกมะลิ ดอกกุหลาบ ดอกกระดังงา และ ดอกจำปี ซึ่งได้กลิ่นหอมที่เป็นเอกลักษณ์สุดๆไปเลย นอกจากกลิ่นหอมของดอกไม้ น้ำลอยดอกไม้นั้น ก็ยังนำไปอบควันเทียนด้วย ถึงสามรอบ ข้ามคืน เพราะฉะนั้นบอกได้เลยว่าน้ำของเขาหอมจริงๆ
ว่าแล้วเราก็เทน้ำลงในข้าว พร้อมใส่น้ำแข็งลงไปด้วย เพื่อความสดชื่น

เรามาเริ่มกันที่ ลูกกะปิทอด กันเลยดีกว่า
ลูกกะปิของที่นี่ จะใช้ส่วนผสมหลากหลายอย่าง โดยเฉพาะเครื่องเทศต่างๆ ส่วนผสมที่ขาดไม่ได้ก็คือ กะปิ ซึ่งกะปิที่ใช้ ต้องเป็นกะปิคลองโคลน เท่านั้น นอกจากนี้ก็ยังมี เนื้อปลาช่อนย่าง กุ้งแห้ง และ มะพร้าวคั่ว ด้วย พอผัดทุกอย่างเข้ากัน ปั้นเป็นก้อน แล้วก็นำไปชุบไข่แดงทอดได้เลย ซึ่งสำหรับตัวนี้ พอได้ชิม เนื้อสัมผัสมันหนึบๆดี รสชาติกลมกล่อม มีกลิ่นกะปิอ่อนๆ ทานง่าย
ต่อมา หอมแดงสอดไส้
เขาจะนำเอาเนื้อพริกชี้ฟ้า และ ข่า ไปโขลก แล้วนำไปผัดกับหัวกะทิ จนหอม และ แตกมัน จากนั้นก็ใส่ส่วนผสมอื่น เช่น ปลาช่อนย่าง มะพร้าวคั่ว น้ำตาลโตนด เป็นต้น ผัดจนเข้ากัน ก็นำไปยัดไส้ในหอมแดง แล้วนำไปทอด ตอนทานสัมผัสได้ถึงความกรอบของหอมแดง ตัวนี้ใช้หอมแดงไทย ทำให้ได้กลิ่นที่ชัดเจน พร้อมทั้งได้กลิ่นอ่อนๆ ของพริก และ มะพร้าว ด้วย
เขยิบมาอีกนิด เป็น หมูฝอยหวาน
เริ่มจากการนำหมูไปย่างให้หอมก่อน แล้วนำไปทุบ และ ฉีกเป็นเส้นๆ จากนั้นนำหอมแดงไปผัดให้หอม ใส่น้ำตาลโตนด ผัดให้เหนียวเล็กน้อย จากนั้นใส่หมูลงไปผสม จากที่ได้ชิม รู้สึกว่าของที่นี่จะค่อนข้างแตกต่างจากหมูฝอยที่อื่นคือ ของที่นี่มีความนุ่ม มีความฉ่ำ ซึ่ง หมูฝอยทั่วๆไป จะค่อนข้างแห้งๆ กรอบบ้าง ไม่กรอบบ้าง รู้สึกนุ่มๆ แบบนี้ก็ทานง่ายดีครับ
ต่อมา ปลาแก้ว
ใช้เป็นปลาช่อนอีกแล้ว ซึ่งเขาพิถีพิถัน ขนาดนำปลามาล้าง มาตากแห้งกันเองเลย เนื่องจากจะได้ปลาที่สะอาด และได้ความแห้งที่พอดี พอตากแห้งแล้ว ก็นำหนังออก แล้วนำไปทอด แล้วเคลือบด้วยซอสสูตรพิเศษ สำหรับตัวนี้ เขาทอดได้กำลังดี เนื่องจากเขาไม่ได้ทอดกรอบสนิท คือ มันยังมีความนุ่ม อยู่เล็กน้อย และตัวซอสรสชาติเค็มอมหวาน หอมหอมเจียวด้วย
มากันที่ พริกหยวกสอดไส้ ไส้ตัวนี้ จะใช้เป็นหมูสับ และ กุ้งแชบ๊วย ปรุงรสมาได้ดี รสชาติเข้มข้นดี และยังได้เนื้อสัมผัสของกุ้งเวลาเคี้ยวด้วย
และสุดท้าย หัวไชโป้วผัดหวาน
ของที่นี่ตอนชิม รู้สึกว่าชิ้นกำลังดีเลยไม่ใหญ่ไม่เล็ก มีความหนาพอให้เคี้ยว ที่แท้แล้วเขาบอก ของเขาใช้ทั้งหัวเลย แล้วนำมาซอยเอง จากนั้นผัดหอมแดง และ ผัดกับน้ำตาลจนเหนียว แล้วนำหัวไชโป้วไปผัด จนขึ้นเงา รสชาติหวานตามชื่อ มีความกรุบๆ
ส่วนผักแนม ก็ถูกจัดใส่กระทงใบตองมา น่ารักทีเดียว
พอแกะออกมา ก็พบว่า มีทั้ง แตงกวา ขมิ้นขาว กระชาย พริกชี้ฟ้า ต้นหอม และ มะม่วงเขียวเสวย นั่นเอง
นอกจาก ข้าวแช่ แล้ว ห้องอาหารเบญจรงค์ ก็มีอาหารไทยหลากหลายชนิด ให้เลือกให้ลองสั่งทานกันได้ ซึ่งวันนี้ ได้ลิ้มลองเมนูแนะนำของที่นี่เลย ซึ่งมีความผสมผสานอาหารไทยสองชนิดได้อย่างลงตัว นั่นก็คือ ยำปลาดุกฟูใส่มะม่วงเขียว และคัสตาร์ดรสต้มยำใส่เนื้อปู (390 THB++) คือ ต้องบอกก่อนว่า เมนูนี้ ได้ถูกรังสรรค์ขึ้นมา โดย เชฟมอร์เทิน นีลเซิน (Chef Morten Nielsen) ซึ่งเชฟได้เข้ามาเป็น หัวหน้าพ่อครัวใหญ่อาหารไทยของโรงแรมฯ เพื่อเปลี่ยนโฉมห้องอาหารเบญจรงค์แห่งนี้ ให้เป็นอาหารไทยแนวร่วมสมัยมากขึ้น โดยตัวเชฟเอง ก็ได้สั่งสมประสบการณ์ในการทำอาหารไทยมามากมาย ไม่ว่า จากร้าน Nahm จากกรุงลอนดอน หรือจะเป็น ร้าน Kiin Kiin จากโคเปนเฮเกน หรือแม้ในประเทศไทยเอง นั่นก็คือ ร้าน สระบัว ด้วย ซึ่งรับประกันได้เลย ว่าอาหารต้องเยี่ยมแน่นอน
สำหรับเมนูนี้ จะแบ่งออกเป็นสองส่วนหลักๆ คือ ถ้วยด้านบน เป็น ยำปลาดุกฟู และ ถ้วยข้างล่างจะเป็นคัสตาร์ดต้มยำ และ เนื้อปู
พอเวลาทาน ก็จะเทส่วนผสมข้างบน ลงในถ้วยข้างล่าง และเวลาทานก็ควรตักทุกอย่างให้ได้ในช้อน เพื่อที่จะได้รับรส และ สัมผัสทุกอย่าง พร้อมๆกัน จะได้สัมผัสกรอบๆ ของปลาดุกฟู สัมผัสนุ่มๆ ของปู มีความเป็นครีมๆ ของตัวคัสตาร์ด ได้รสเปรี้ยวจาก มะม่วงซอย และ มะนาว นิดหน่อย สำหรับเมนูนี้ พูดถึงรสชาติก็ถือว่าครบรสกำลังดีเลย เพราะมี ทั้งเปรี้ยว เค็ม และ หวาน ถือว่า ถ้ามาที่นี่ ต้องลองเลยสำหรับเมนูนี้
มาต่อกันด้วยซุปซักหน่อย จะเสิร์ฟมาเป็นแบบแยกน้ำ พอเสิร์ฟก็ค่อยเทน้ำซุปลงไป
ต้มยำกุ้ง (360 THB++) สำหรับต้มยำกุ้งของที่นี่ เขาจะนำเครื่องต้มยำ หัวกุ้ง หอมแดง และ น้ำพริกเผาสูตรพิเศษ ที่ห้องอาหารทำขึ้นเอง ไปต้มเป็นน้ำสต๊อก จากนั้นกรองเอาเฉพาะเครื่องต้มยำออก เพื่อที่เราจะสามารถทานได้อย่างง่ายดาย โดยไม่มีเครื่องต้มยำเกะกะเเวลาทานเลย ส่วนกุ้งของเขา ก็ใช้เป็นกุ้งแม่น้ำ นำไปจี่ให้สุก หอม แล้วนำลงชาม พร้อมกับ หอมแดง และ เห็ดฟาง และ บีบมะนาวสดลงไป แล้วเวลาเสิร์ฟเขาก็จะเทน้ำซุปต้มยำลงบนกุ้ง และ เห็ดของเรา
ต้องบอกว่า รสชาติเข้มข้น จัดจ้าน จี๊ดจ๊าด สมกับเป็นต้มยำจริง ทั้งนี้ ตัวกุ้งก็สด เนื้อแน่น เด้งดี
แกงจืดเป็ดย่าง ใส่เนื้อปู และ มะพร้าวอ่อน (290 THB++) ……..
………..
อีกเมนูแนะนำของที่นี่ คือ ซี่โครงหมูกรอบหวาน (350 THB++) สำหรับจานนี้ เขาจะนำซี่โครงหมูไปทอดจนผิวนอกกรอบ แล้วนำไปเคลือบด้วยซอสสูตรพิเศษ และด้วยความที่ซอสที่เคลือบมีรสออกหวาน เขาเลยเสิร์ฟมาพร้อมกับผัดกาดดอง ที่มีหน้าตาคล้ายกับกิมจิ แต่ส่วนผสมที่ใช้ทั้งหมด เป็นส่วนผสมไทยๆ บ้านเรานี่แหละครับ อาทิเช่น ซอสพริกศรีราชา ขิง กระเทียม เป็นต้น แล้วโรยด้วยหอมเจียว เพื่อความหอม และ เนื้อสัมผัสกรอบๆ นิดๆ หน่อยๆ
อย่างที่บอกรสชาติของตัวซี่โครงจะออกหวานๆ เค็มๆ ซึ่งตัวผักดองช่วยตัดรสชาติได้ดีมากๆ แถมยังช่วยเพิ่มสัมผัสความกรอบของผักเข้าไปอีกด้วย ที่สำคัญ เนื้อสามารถร่อนจากกระดูกได้อย่างง่ายดาย และ ผิวข้างนอกของเนื้อยังมีความกรอบอยู่ด้วย เป็นอีกเมนูที่ต้องลองเลยครับ
มีกับข้าวตั้งหลายอย่างแล้ว ก็เลยขอสั่งข้าวหน่อยแล้วกัน
ที่นี่มีข้าวให้เลือกกัน ถึง 3 อย่าง คือ ข้าวหอมมะลิ ข้าวกล้อง และ ข้าวไรซ์เบอรี่
มาต่อกันที่ของหวานเลยครับ วันนี้สั่งมา 2 อย่าง ด้วยกัน
ข้าวเหนียวมะม่วง (…THB++) เริ่มจากข้างล่างเป็นข้าวเหนียวมูน ต่อด้วยมะม่วงสุกหั่นเต๋า แล้วโรยด้วยน้ำกะทิ ที่อยู่ในรูปแบบคล้ายๆ กรานิต้า แล้วเคอเนลล์ ไอศกรีมมะม่วงไว้ข้างบน แล้วโรยถั่วกรอบอีกที
ความรู้สึกก็เหมือนทานข้าวเหนียวมะม่วงแบบเย็นๆ ตัวข้าวเหนียวมูนมาอย่างดี ไม่แฉะ หรือ แข็งเกินไป ไอศกรีมก็มีรสชาติที่ดี หอมมะม่วง หวานกำลังดี มีกะทิเย็นๆ ตัดรสชาติเป็นอย่างดี
ไอศกรีมโหระพา ใส่เนื้อสับปะรด เสิร์ฟพร้อมเมอแรงก์รสเค็ม (…THB++) ข้างล่างจะเป็นครัมเบิลกรอบๆ และ เนื้อสับปะรดหั่นเต๋า แล้วสกู๊ปไอศกรีมโหระพาลงไป จากนั้นบีบโฟมสับปะรดไว้ด้านบน ตกแต่งด้วยเมอแรงก์รสเค็ม
สำหรับเมนูนี้ คิดว่าโดยรวมถือว่าโอเคเลยครับ ซึ่งตัวสับปะรด และ โหระพาก็เข้ากันได้ดีอยู่แล้ว เวลาทานทำให้รู้สึกสดชื่นดี และ ตัวเมอแรงก์ มีรสเค็มอ่อนๆ ทำให้ช่วยชูรสให้จานนี้ดีขึ้นทีเดียว แต่ส่วนตัว คิดว่ากลิ่นของโหระพา อาจจะเพิ่มได้อีกหน่อยครับ
สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม หรือ สำรองโต๊ะ ได้ที่ โรงแรมดุสิตธานี กรุงเทพฯ 02 200 9000 ต่อ 2345 หรือ [email protected] หรือ www.dusit.com/dtbk